เรื่องจากปก
ทันตแพทย์ สม สุจิรา ไขปริศนาจิต




สุขกาย
แอโรบิกมวยไทย ฟันศอก ตอกเข่า


เฮลธ์ไลน์
นอนหลับอย่างมีคุณภาพสมองแจ่มใส




รหัสชีวิต
ลิขิตชีวิตตัวเอง


Happiness
พ่อมดเมอร์ลินกับ Who am I?


ขีดเส้นใต้
กามโลกีย์


จับใจ
นรินทร์ยาตรา


Fusion Life
กลับบ้านเรา




เรียนไม่รู้จบ
10 วันมหัศจรรย์


เติมช่องว่าง
เติมช่องว่าง


พักใจ
แรงบันดาลใจ


สมองยกกำลังสอง
Othello สงครามยังไม่จบอย่าเพิ่งนับศพทหาร







ทันตแพทย์สม สุจีรา ไขปริศนาจิต

เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ
ภาพ : ไชยวัฒน์ พุ่มพวง

เรื่องของจิตไม่ได้อธิบายกันง่ายๆ ลองติดตามอ่านแนวทาง การใช้หลักวิทยาศาสตร์ ทำความเข้าใจกับเรื่องจิต หากบอกว่า มนุษย์ทุกคนต่างมีกรรม เป็นของตัวเอง แล้วกรรมในที่นี่จะอธิบายอย่างไร

ในประเทศนี้จะมีสักกี่คนที่จะอธิบายเรื่องธรรมะ ในเชิงวิทยาศาสตร์ได้ชัดเจน ทันตแพทย์สม สุจีรา เป็นคนหนึ่งที่สนใจเรื่องนี้ และเชื่อว่า พุทธศาสนาสามารถพิสูจน์ และอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์

ทำไมเขาถึงมีความสนใจเรื่องจิต...

เมื่อสนใจแล้ว...เขาก็เลยพยายามศึกษา ไปลงเรียนปริญญาโทด้านจิตวิทยาการให้คำปรึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เป็นเวลา 5 ปี แต่จิตวิทยาตะวันตกไม่ใช่คำตอบที่แท้จริง เขาจึงศึกษาเพิ่มเติมทางพุทธศาสนา ฝึกวิปัสสนากรรมฐานตามหลักสติปัฏฐานสี่ อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี

หลังจากอ่านหนังสือมาเยอะเข้าใจทั้งเรื่องจิตวิทยา วิทยาศาสตร์ แพทยศาสตร์ และพุทธศาสนา ทันตแพทย์หนุ่มก็เลยอยากถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือเล่มแรกเรื่อง 'ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น' ตามด้วย 'เกิดเพราะกรรมหรือความซวย' 'ทวาร 6 ศาสตร์แห่งการรู้ทันตนเอง' เล่มล่าสุด 'เดอะท็อป ซีเคร็ต' และเตรียมออกผลงานอีกห้าเล่มในแนวฟิสิกส์นิวตัน ธรรมะเศรษฐศาสตร์ และธรรมะจิตวิทยา ฯลฯ

ทั้งหมดคือเรื่องราวธรรมะเชิงวิทยาศาสตร์ที่เขาชวนให้ขบคิด แล้วทำไมคนอย่างเขาต้องมาขบคิดเรื่องนี้

“คุณรู้ไหม...ผู้ชายกับผู้หญิงมองเห็นต่างกัน บางคนยังไม่รู้ว่า ผู้หญิงเห็นสีชัดกว่าผู้ชายสามเท่า ดอกกุหลาบดอกหนึ่งที่ผู้หญิงเห็นจะงามกว่าผู้ชายสามเท่า เพราะตาผู้หญิงรับแสงสีส้ม ชมพู ชัดกว่าผู้ชาย”

เพียงแค่นี้...คงชวนให้อยากอ่านในบรรทัดต่อไป...

+ทำไมคุณสนใจเรื่องจิตวิทยา

แรกๆ ผมไม่ได้สนใจเรื่องจิตวิทยา ตอนนั้นผมมองว่า ธรรมะเป็นนามธรรมพิสูจน์ไม่ได้ ช่วงแรกๆ ผมก็วิทยาศาสตร์สุดขั้ว เรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้บางอย่างผมก็ไม่เชื่อ คนเรียนสายวิทย์จะไม่เชื่อเรื่องของจิตหรือตายแล้วเกิดใหม่ พอผมปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนสามารถกำหนดความรู้สึกหรือกำหนดจิตได้ เริ่มรู้สึกว่าบางอย่างสามารถพิสูจน์ได้ ผมสนใจเรื่องจิตวิทยาก่อนจะปฏิบัติธรรมะ อย่างซิกมัน ฟรอยด์ ศึกษาเรื่องจิตใต้สำนึก แต่ไม่ได้ศึกษาลึกๆ ว่าจิตคืออะไร

ผมได้อ่านความคิดของนักจิตวิทยาตะวันตกบางคน อย่างคาร์ล จุง หรือซิกมัน ฟรอยด์ จะค่อนข้างมาทางพุทธศาสนา และจิตวิทยาส่วนหนึ่งที่เป็นพฤติกรรมบำบัดก็ค่อนไปทางวิทยาศาสตร์ จิตวิทยาจึงเป็นจุดเชื่อมระหว่างพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ แต่พอไปเรียนจิตวิทยาตะวันตก กลับรู้สึกว่าไม่ได้ลึกซึ้งเท่าจิตวิทยาตะวันออก ทางพุทธศาสนาลึกซึ้งกว่า

+แล้วคุณศึกษาพุทธศาสนาลึกซึ้งแค่ไหนคะ

ผมคงเป็นทันตแพทย์คนเดียวในประเทศที่ไปเรียนด้านจิตวิทยา ระหว่างเรียน ผมก็ยังทำงานเป็นทันตแพทย์ ผมอ่านหนังสือในห้องสมุดทุกเล่มที่เกี่ยวกับจิตวิทยา ไม่ว่าภาษาไทยหรืออังกฤษ แต่กลับรู้สึกว่า จิตวิทยาตะวันตกครอบคลุมไม่หมด เพราะพวกเขาไม่ได้ศึกษาเรื่องจิตโดยตรง จนผมได้มาฝึกตามหลักสติปัฏฐานสี่ อยู่สองปี ฝึกฝนทุกสัปดาห์ที่สถานปฏิบัติธรรมและฝึกฝนต่อที่บ้าน ผมรู้สึกว่า การจะรู้จริงต้องลงไปศึกษาด้วยตัวเอง ผมก็ปฏิบัติหนัก กรรมฐานมีสองแบบคือ สมถกรรมฐานคือ กำหนดลมหายใจ จะเป็นลักษณะนิ่งอยู่ในอารมณ์เดียว กับวิปัสสนากรรมฐาน คือเพื่อให้เห็นการเกิดและดับบ่อยๆ ถ้าผมปฏิบัติแบบสมถกรรมฐาน จะมาเขียนหนังสือไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น ไม่ได้เลย เพราะการค้นพบของนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกทุกคน มาจากการหยั่งเห็นปรากฏการณ์ต่างระดับ ซึ่งตรงจุดนี้ผมเอามาเชื่อมโยงกับพุทธศาสนา พอปฏิบัติธรรมแล้วสติจะไว เข้าใจเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์ระดับโลกเห็นมากขึ้น

+ สติไวในความหมายของคุณ ทางพุทธเรียกว่า รู้ได้เฉพาะตน แล้วคุณมีคำอธิบายอย่างไรคะ

ถ้าสติเราไว เราจะเห็นปรากฏการณ์ทุกอย่างตามที่เป็นจริง ไม่ว่าเรื่องอารมณ์ หรืออะไรก็ตาม ทำไมเซอร์ไอแซค นิวตัน นั่งใต้ต้นแอปเปิล เห็นแอปเปิลตก แล้วคิดกฎแรงดึงดูดของโลกได้ ก็น่าสงสัยว่า ทำไมคนเป็นล้านๆ เห็นแอปเปิลตกลงพื้น ไม่มีใครคิดสักคน เพราะนิวตันเห็นว่า ความเร็วที่ตกลงมาไม่คงที่ เห็นความไม่เที่ยงของความเร็ว เหมือนเราตกจากตึกชั้นสองหรือชั้นห้า แรงกระแทกจะต่างกัน ทุกๆ นาทีที่ผ่านไปความเร็วจะเพิ่มขึ้น นิวตันก็สงสัยว่า ทำไมความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้ทุกคนจะเห็นความเร็วของทุกสิ่งเหมือนกัน แต่ไม่มีใครสักคนที่มีสมาธิที่ไวพอจะจับความเร็วนั้น ทุกๆ วินาทีความเร็วนั้นไม่เที่ยง ความไม่เที่ยงสำคัญมาก

+คุณกำลังจะบอกว่าถ้าไม่ปฏิบัติสติปัฏฐานสี่ ก็คงจะไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ ?

คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่า สิ่งที่นิวตันคิดเกิดจากปัญญาญาณระดับหนึ่งจากสมาธิ เขาสามารถจับจุดว่า แต่ละวินาทีลูกแอปเปิลที่ตกลงมามีความเร็วไม่แน่นอน เพราะความไม่เที่ยงของความเร็วก็คือ ความเร่ง พระพุทธเจ้าสติไวกว่านักวิทยาศาสตร์หลายเท่า เพราะฝึกฝนหนักมาก พระไตรปิฎกก็คือ หลักทั้งหลายที่พระพุทธเจ้าหยั่งรู้ทางปัญญาญาณแล้วนำมาบันทึกไว้ ดังนั้นถ้าใครอ่านพระไตรปิฎกมากๆ แล้วไม่ปฏิบัติ ก็เหมือนคนหัดว่ายน้ำแล้วไม่ลงสระ

+ วิธีการของคุณคือปฏิบัติก่อนแล้วค่อยทำความเข้าใจกับหลักการ ?

แรกๆ ปฏิบัติหนัก เรื่องทางพุทธศาสนาบางอย่างพิสูจน์ยาก ถ้าผมบอกว่าพระพุทธเจ้าทรงมีปัญญาญาณหยั่งรู้ทุกสรรพสิ่งในจักรวาล ก็ต้องมีคนถามว่า รู้ได้อย่างไร อย่างพระพุทธเจ้าตรัสเรื่องปรมาณู ก็ต้องตั้งคำถามอีกว่า ทรงตรัสเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร ผมก็เลยรู้สึกว่าต้องอธิบายให้ได้

อย่างไอน์สไตน์คิดทฤษฎีสัมพัทธภาพ คือ ที่มาของระเบิดปรมาณู นั่นคือ เวลายืดหดได้ การค้นพบของไอน์สไตน์เป็นส่วนหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ เพราะฉะนั้นเวลาไอน์สไตน์อ่านเรื่องพุทธศาสนาจะประหลาดใจมาก เขางงว่า ทำไมสิ่งที่เขาค้นพบถึงมีคนพูดก่อน 2,500 ปี ไอน์สไตน์พยายามศึกษาพุทธศาสนาและค้นเรื่องแรงโน้มถ่วง เขาบอกว่าถ้าสามารถรวมแรงโน้มถ่วงเข้ากับแรงแม่เหล็กไฟฟ้าได้ มนุษย์จะเหาะได้

ขณะที่นิวตันเห็นความไม่เที่ยงของความเร็ว ทำให้โลกปฏิวัติเข้าสู่คลื่นลูกที่สองคือ มีจรวด เครื่องบิน เครื่องซักผ้า รถยนต์ ฯลฯ พอไอน์สไตน์มาคิดต่อ เขาบอกว่า ความไม่เที่ยงของความเร่งยังมีอะไรซ่อนอยู่ และสูตรนี้สำคัญมากที่นำโลกปฏิวัติไปสู่คลื่นลูกที่สาม อย่างคลื่นโทรศัพท์มือถือที่นำแนวคิดทฤษฎีสัมพัทธภาพมาพัฒนา ตอนที่ไอน์สไตน์บอกแรกๆ ว่า เวลาไม่คงที่ ไม่มีใครเชื่อเขา มันค้านกับสามัญสำนึก จนเมื่อคนสร้างดาวเทียมไปโคจรรอบโลกถึงยอมรับว่า เวลาของดาวเทียมเดินช้ากว่าเวลาของโลก เวลาของดวงอาทิตย์เดินช้ากว่าโลก หรือเวลาดวงจันทร์เดินเร็วกว่าโลก

+นี่คือการสันนิษฐานใช่ไหม

สันนิษฐานว่า ไอน์สไตน์น่าจะรวมแรงทั้งสองอย่างได้ แต่ไอน์สไตน์ก็ทำไม่ได้ ตอนที่เขากำลังจะเสียชีวิตก็พยายามอยู่ เพราะเขาไม่ได้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน นี่ก็เป็นการสันนิษฐานของผมนะ เพราะเรื่องนี้ลึกล้ำมาก อย่างที่ผมบอกว่า การค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกมาจากสติที่ไวกว่ามนุษย์ทั่วไป อย่างสติไอน์สไตน์ไวมาก จับความไวแสงได้ คิดทฤษฎีต่างๆ ที่เอาแสงมาใช้ประโยชน์ ไอน์สไตน์ทำให้เห็นว่ากฎของนิวตันบางอย่างล้าสมัย เพราะแสงทำงานได้ไวกว่า อย่างบาร์โค้ด ก็นำระบบฉายแสงมาใช้ หรือระบบดิจิทัล

+อ่านหนังสือของไอน์สไตน์มากขนาดไหนคะ

กว่าสามสิบเล่ม พยายามอ่านให้มากที่สุดเท่าที่หามาได้ ที่ผมทุ่มตรงนี้เพราะพยายามจะอธิบายให้ได้ และผมมีแรงบันดาลใจ เห็นว่าหนังสือทางพุทธศาสนาสมัยก่อนแทบจะไม่อธิบายที่มาที่ไปหรืออธิบายให้เข้าใจ ผมพยายามอธิบายพุทธศาสตร์แบบวิทยาศาสตร์ จึงเป็นที่มาของหนังสือเล่มแรก คือ ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น ถ้าจะให้คนเรียนสายวิทย์มาสนใจธรรมะ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ธรรมะคือของจริง ถ้าผมเชื่อมโยงสองส่วนเข้าด้วยกันจะมีประโยชน์มาก

+ คุณมีหลักการการเรียนรู้เรื่องต่างๆ อย่างไร

เหมือนคนที่จะแสดงเป็นนโปเลียน ถ้าได้เห็นบุคลิกภาพของคนคนนั้น แล้วพยายามสร้างความรู้สึกว่า เขาเป็นคนคนนั้น ก็จะเล่นได้แบบนั้น ก็เช่นเดียวกับผม เวลาเรียนฟิสิกส์ ถ้าเรื่องที่เกี่ยวกับนิวตันคิด ผมก็สร้างความรู้สึกว่า ผมเป็นนิวตัน เหมือนคนวาดรูปเก่งๆ ก็จะมีภาพอยู่ในใจ แค่วาดไปตามที่คิด บางเรื่องอธิบายยาก แต่ผมจะพยายามอธิบาย

+เขียนหนังสือเล่มแรกคุณค้นคว้ามากไหม

ผมค้นกว่าหนึ่งร้อยเล่ม ผมเป็นคนอ่านหนังสือไว การอ่านหนังสือต้องหาประเด็นให้ได้ อ่านครั้งแรกผมจะใช้วิธีสแกนสิ่งสำคัญก่อน แล้วรอบสองอ่านเก็บความไม่กี่จุด ต่างจากเมื่อก่อนผมจะอ่านหมดทุกอย่าง อ่านทีละบรรทัดโดยไม่สแกน ไม่ไหวหรอกครับ เพราะเดี๋ยวนี้ข้อมูลเยอะ เทคนิคนี้ใช้ได้กับทุกอาชีพ ต้องมองหาจุดสำคัญให้ได้ก่อน ไม่อย่างนั้นเราจะหลง แต่ประสบการณ์จะบอกเราเองว่า จุดไหนสำคัญ

+สิ่งที่คุณได้ค้นพบจากการปฏิบัติธรรมและเรื่องวิทยาศาสตร์คืออะไรคะ

สิ่งที่ลึกลับคือ จิตของเรา ความลึกลับของจิตไม่แพ้เรื่องจักรวาล ถ้าสามารถนั่งสมาธิกำหนดดูจิตจะเหมือนเรามีกล้องดูดาว แต่ดูเข้าไปในตัวเรา ถ้ากำลังสติขยายเราจะเห็นอะไรที่มหัศจรรย์มากๆ เราจะเห็นอะไรที่ไม่เหมือนในปัจจุบัน เวลานั่งสมาธิแต่ละคนจะเห็นไม่เหมือนกัน ผมอ่านพระไตรปิฎก พระสารีบุตรเคยไปยืนอยู่ท่ามกลางสายฝน แล้วกำหนดจิตเห็นฝนตกลงมาแบบสโลว์โมชั่น ตอนนั้นผมไม่เข้าใจ จนมาปฏิบัติถึงเข้าใจ

อย่างท่านปรมาจารย์ตั๊กม้อไปเผยแพร่พุทธศาสนาในจีน ตอนนั้นในจีนมีลัทธิมากมาย ท่านต้องสร้างวัดเส้าหลินเพื่อเผยแพร่พุทธศาสนา ก็โดนรังแกบ่อยมาก ท่านก็เลยสอนให้พระปฏิบัติสติปัฏฐานสี่ แทนที่จะเดินจงกรมก็สอนท่าวรยุทธ์ พระวัดเส้าหลินก็เลยสติไวมาก ทำให้เห็นการเคลื่อนที่ของคนรอบๆ แบบสโลว์โมชั่น ซึ่งแปลกมาก

+ คุณก็เลยอยากถ่ายทอดออกมา ?

ผมเขียนอธิบายไว้ในเดอะท็อป ซีเคร็ต เล่มล่าสุด ผมเรียนด้วยความรู้สึก เพราะเล่มนี้อธิบายเรื่องการเรียนด้วย อย่างตอนเรียนมัธยมปลาย คนอื่นท่องสูตรฟิสิกส์มากมาย แต่ผมเรียนจากความรู้สึก นึกถึงคนที่คิดค้นปรากฏการณ์ธรรมชาติจนออกมาเป็นสูตรทางวิทยาศาสตร์ ถ้าเราเข้าใจ ความรู้สึกจะบอกเราเองว่าจะคิดการคำนวณอย่างไร

เดอะท็อป ซีเคร็ต เป็นเคล็ดลับในการใช้ความรู้สึกดึงดูดความสำเร็จ ซึ่งเมื่อก่อนเราจะบอกว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น แต่เรื่องนี้จะบอกว่า ถ้าเราสามารถสร้างภาพความสำเร็จได้ ทุกอย่างจะตามมาเอง รวมถึงความพยายามด้วย เพราะผมอ่านเดอะซีเคร็ต แล้วผมไม่เข้าใจบางอย่าง ฝรั่งไม่เข้าใจพุทธศาสนา บางเรื่องที่เขาอธิบายใกล้ๆ จะเข้าหลักการพุทธ แต่ก็หยุดอยู่ตรงนั้น เดอะท็อป ซีเคร็ต เป็นเรื่องของความรู้สึก แต่เดอะซีเคร็ต เป็นเรื่องของความคิด

ฝรั่งบอกว่า ความคิดมีแรงดึงดูด แต่ผมคิดว่า สิ่งที่เปลี่ยนความคิดของเราคือความรู้สึก ไม่ใช่ความคิด ในทางพุทธศาสนาบอกว่า ถ้ามีผัสสะถึงจะมีเวทนา คือ ความรู้สึก ในเดอะท็อป ซีเคร็ต บอกว่า เราสามารถสร้างสุขหรือทุกข์ของเวทนาให้ย้อนกลับไปสร้างผัสสะได้ พอนั่งวิปัสสนากรรมฐานแล้วจะรู้สึกว่า ความรู้สึกเราจับต้องได้ ถ้าไปถึงจุดหนึ่งจะรู้ว่า ความรู้สึกที่ผุดขึ้นมาในใจมีเจตสิกคือ รวมกลุ่มกันเป็นดวงจิตจะขึ้นมารับอารมณ์ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเรื่องกรรมเก่า

+ คุณจะอธิบายคำว่า 'กรรมเก่า' อย่างไรคะ

กรรมเก่าเป็นเรื่องความรู้สึก ทำไมฝาแฝดนิสัยไม่เหมือนกัน ชีวิตคนเราจะเป็นไปตามความรู้สึก อย่างเราแต่งงานกับคนนี้เพราะอะไร เราเรียกว่า บุพเพสันนิวาส เป็นเรื่องความรู้สึกดีๆ ที่สะสมในจิตของคนสองคน พอเห็นหน้าคนคนนั้นแล้วความรู้สึกดีๆ มันผุดขึ้นมา ทำให้ถูกชะตากันตามมาเป็นคู่กรรม ในทางพุทธศาสนาวิเคราะห์ได้ว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ดังนั้นถ้าเราจับความรู้สึกได้ เราจะรู้ว่า ความรู้สึกดีๆ เปลี่ยนชีวิตเราได้

+ อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงชีวิตตามแนวทางของคุณอีกสักนิด ?

ก็คือใช้ความคิดกลบความรู้สึก ความรู้สึกเป็นกรรมเก่า ความคิดเป็นกรรมปัจจุบัน เราสามารถคุมความคิดได้โดยใช้สติ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่มีสติ อย่างเราเกลียดใครสักคน ความรู้สึกเกลียดเป็นกรรมเก่า แต่ถ้าเราคิดบวกคิดดีๆ กับเขาสักห้าสิบครั้ง ความรู้สึกเราจะเปลี่ยน ต้องคิดตรงกันข้ามกับความรู้สึก เพราะคนเราจะคิดตามความรู้สึก

ถ้าฝืนความรู้สึกได้ ถึงจุดหนึ่งความรู้สึกจะเปลี่ยน ไม่ว่ากรรมเก่าจะสร้างความรู้สึกไม่ดีอย่างไร เราสามารถใช้สติควบคุมได้ อย่างเด็กบางคนไม่ชอบเรียนหนังสือ เด็กก็จะปล่อยไปตามความรู้สึก ซึ่งบางครั้งเราสวนไม่ไหวก็ปล่อยไปตามกิเลส ตัณหา เวทนา แต่เรื่องนี้พูดง่าย แต่ทำยาก ผมก็เลยต้องอธิบายไว้ในหนังสือ อย่างเราบอกว่าไม่อยากอ้วน และพูดกับตัวเองแบบนี้บ่อยๆ ความรู้สึกก็จะเข้าไปในนั้น แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นว่า ฉันต้องการรูปร่างผอม

ถ้าเราสามารถกำหนดสติและกำหนดการพูดให้กลับขั้วเป็นบวกจนเป็นนิสัย ก็จะมีพลังสิ่งดีๆ ดึงดูดเข้ามาในชีวิต ถ้ามีปัญหากับคนก็ต้องคิดดีกับคนๆ นั้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ว่าวันนี้คิดดี วันต่อไปคิดไม่ดี ก็ไม่มีผลอะไร แต่ถ้าสู้กับความรู้สึกของคนคนนั้นไม่ไหว ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ต้องหลีก เพราะคนคน นั้นมีความเป็นลบในตัวเองเยอะ ถ้าใช้ความคิดแง่ลบไปกระแทก ก็ยิ่งทำให้เขามีความคิดแง่ลบมากขึ้น จะกลายเป็นผลเสีย ถ้าคนฝึกสติจะกลับมาสู่อารมณ์ปกติเร็ว คนไม่มีสติก็เหมือนรถที่คันเร่งค้าง อย่างตอนที่โกรธมากๆ ความดันจะขึ้น หัวใจเต้นแรง เหมือนไฟลุกอยู่ในตัว ถ้าเราจะสู้กับใครต้องกำหนดสติ

+คุณอธิบายเรื่องธรรมะในเชิงวิทยาศาสตร์ได้ทุกเรื่องไหม

ผมเห็นหนังสือธรรมะส่วนใหญ่เขียนจากความจำ บางเล่มยกพระไตรปิฎกมาทั้งหน้า ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมไม่เขียนจากความรู้สึก คนที่ปฏิบัติธรรมจนถึงจุดหนึ่งจะเข้าใจ พยายามเค้นความรู้สึกนั้นๆ ออกมาเป็นตัวอักษรให้ได้

ผมเริ่มต้นจากการอ่าน พออ่านมากๆ ก็อยากระบาย หนังสือที่ผมเขียนทำให้คนที่สนใจวิทยาศาสตร์มาสนใจเรื่องธรรมะ เพราะหนังสือวิทยาศาสตร์ก็เหมือนยาขม ถ้าทำไม่ดีคนไม่อ่าน หนังสือแนวนี้ถ้าขายในอเมริกาหรือยุโรปจะขายดีมาก ถ้าขายดีในเมืองไทยแสดงว่า มีคนที่มีความคิดวิเคราะห์ในสังคมจำนวนมาก ถ้าผมไม่เขียนออกมา ความรู้บางอย่างในตัวเราก็จะสูญหายไป

อีกอย่างต้องรู้จริง ไม่ใช่นั่งสมาธิแค่สามสี่วันแล้วไม่ปฏิบัติต่อเนื่อง คนที่อยากศึกษาวิปัสสนากรรมฐาน บางคนไม่รู้จะศึกษาที่ไหน เมืองไทยมีหลายแนวให้ปฏิบัติ แต่มีเทคนิคมากมาย อย่างบางสำนักให้เคลื่อนไหวกายอย่างเดียว ก็คือส่วนหนึ่งสติปัฏฐานสี่ แต่บางสำนักให้นั่งดูจิตอย่างเดียว ผมคิดว่า ต้องดูทุกอย่าง ทั้งจิต กาย เวทนา และต้องเดินจงกรมด้วย ถ้านั่งอย่างเดียวจะเป็นสมถกรรมฐาน จิตจะดิ่งไปสู่อารมณ์นั้นอารมณ์เดียว คือ นั่งแล้วมีความสุขแต่ไม่เกิดปัญญา

เทคนิควิปัสสนากรรมฐานทำให้เห็นถึงการเกิดดับของจิต เหมือนคนฟังเพลงด้วยวิปัสสนากรรมฐาน ก็จะเห็นตัวโน้ตเกิดขึ้นแล้วดับไป คนพวกนี้มีสมาธิ พอฟังเสร็จจะแกะตัวโน้ตออกมาได้เลย แต่ถ้าคนฟังแบบสมถกรรมฐาน ก็คือจิตดิ่งไปอยู่กับเพลง เคลิ้มไปรู้สึกไพเราะ แต่ถ้าถามว่าเห็นอะไรในบทเพลง...ไม่เห็น เพราะไม่เกิดปัญญา หรือคนวาดรูปเก่งๆ พอถึงจุดหนึ่ง ก็มีสมถกรรมฐาน คือ จิตดิ่งไปกับรูป ไม่เห็นการเกิดดับอะไร บางทีฟ้าผ่าก็ไม่เห็น

+ การเข้าสู่สภาวะปัญญาญาณจะอธิบายอย่างไรคะ

ถ้าสติไว ฝึกวิปัสสนากรรมฐานจนเกิดปัญญา จะเห็นความเกิดดับหรือความจริงแท้ที่ซ่อนอยู่ แต่คนที่ฝึกสมถกรรมฐานจะพบความสงบ แต่ไม่เกิดปัญญา ดังนั้นพระพุทธเจ้าถึงบอกว่า เสี่ยงมากระหว่างการนั่งสมถกรรมฐานกับวิปัสสนากรรมฐาน เพราะมีความใกล้เคียงกันมาก บางวัดเอาสมถกรรมฐานนำ นั่งถึงจุดหนึ่งจะมีความสุข ให้บริจาคอะไรก็ยอม เพราะความสุขทางใจยิ่งกว่าความสุขอื่นใด ไม่ต้องการเงินทองแล้ว

คนที่เข้าถึงปัญญาญาณจะสติไว ถ้าโฟกัสสิ่งของบางอย่างไปที่จุดๆ หนึ่งจะเห็นรายละเอียดทั้งหมด ปกติคนเราใช้สติแค่ 1% และ 99% แฝงในตัวเรา คนที่เก่งมากๆ ใช้แค่ 3% ถ้าพระที่บรรลุอรหันต์สติจะประมาณ 100% หากเราฉายแสงไปที่ตาท่าน ท่านจะไม่กะพริบตา เพราะสติท่านไวกว่าแสง

ถ้าฝึกถึงจุดหนึ่งเห็นการเกิดดับของจิต ก็จะรู้ว่าตายแล้วไม่สูญ ถ้าเราสติไวพอจะเห็นว่า จิตเราไม่นิ่ง อย่างคนที่กำหนดจิต แค่ใกล้ๆ จะนอนหลับจะรู้ว่าวิถีจิตเปลี่ยนเป็นภวังคจิตได้ อย่างคนที่ตายไปภวังคจิตจะเปลี่ยนเป็นจุติจิต แล้วจุติจิตจะเปลี่ยนเป็นปฏิสนธิจิต เพราะฉะนั้นคนที่จับจิตได้จะรู้

+ บางเรื่องวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้จริงหรือ

อย่างทฤษฎีไร้ระเบียบบางอย่างบอกว่า ถ้าผีเสื้อตัวหนึ่งกระพือปีกที่ฮ่องกง ถ้าเหตุปัจจัยเหมาะสม ใส่ตัวแปรที่เหมาะสม มันสามารถทำให้เกิดพายุทอร์นาโดที่นิวยอร์กได้ภายในหนึ่งเดือน สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ อย่างกรรมที่เราทำ ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน บางทีเราลืมไปแล้ว แต่มันจะกลับมาหาเรา ในทางวิทยาศาสตร์อธิบายว่าพลังงานไม่มีทางสูญ

<< back



กลับ Tutorsom.com







copyright @ NKT NEWS CO.,LTD.
All Right Reserved, Contact us : ktwebeditor@nationgroup.com