“ลม เปลี่ยนทิศ”

                                                                        

       วันเสาร์สบายๆ วันนี้มาคุยกันเรื่อง “พุทธศาสนา” กับ “วิทยาศาสตร์” กันสักวันนะครับ วันก่อนผมเห็นภาพ “เนบิวลาตาแมว” และ “ดาวทรงกลม” ซึ่งอยู่ไกลจากโลกถึง 25,000 ปีแสง ที่นักดาราศาสตร์ถ่ายมาได้จากจักรวาลอันไกลโพ้น ด้วยกล้องถ่ายภาพทางอวกาศ แบบใหม่ ก็ทำให้ผมนึกถึงหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ “ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น” ของ ทันตแพทย์สม สุจีรา ขึ้นมาทันที

      หนังสือเล่มนี้คุณหมอส่งมาให้ผมนานแล้ว ตั้งใจจะเขียนแนะนำให้ในคอลัมน์นี้ แต่เป็นหนังสือที่อ่านยาก ต้องใช้สมาธิอย่างมากจึงจะอ่านเข้าใจและสนุกตามไปด้วย จนถึงวันนี้ผมก็ยังอ่านไม่จบ

      หนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนได้ค้นคว้าทั้งคำสอนของพระพุทธเจ้า และทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ นำมาเปรียบเทียบให้เห็น “ความจริงแท้” ที่เชื่อมโยงกันระหว่างสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบเมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีก่อน กับสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบในไม่กี่สิบกี่ร้อยปีมานี้

      ตัวอย่างที่ชัดเจนก็เรื่อง “จักรวาล” และเรื่อง “ปรมาณู” ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงค้นพบอธิบายมาก่อน ถ้านักวิทยาศาสตร์นำบทสรุปของพระองค์ไปค้นคว้าต่อยอด วันนี้ความใฝ่ฝันเรื่อง การเดินทางข้ามเวลา ข้ามดาราจักร ข้ามจักรวาล การหายตัวได้ แทบจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ไปเลย

      เมื่อกาลิเลโอค้นพบ “ทางช้างเผือก” เมื่อ 395 ปีก่อน หลังจากที่มีการสร้างกล้องโทรทรรศน์ขึ้นมาแล้ว เห็นดาวนับล้านๆดวงในทางช้างเผือก นักวิทยาศาสตร์ก็ตื่นเต้นกันใหญ่ เมื่อส่องกล้องออกไปนอกจักรวาล ก็พบแต่ความว่างเปล่า กาลิเลโอจึงสรุปว่า ขอบจักรวาลก็คือขอบของทางช้างเผือกนั่นเอง

      ทางช้างเผือกมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 100,000 ปีแสง หมายความว่า ยานที่แล่นด้วยความเร็วเท่าแสง คือ 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที ต้องใช้เวลาวิ่งถึง 100,000 ปี ทางช้างเผือกใหญ่แค่ไหนไปหลับตานึกดูเอาเอง

       แต่วันนี้นักดาราศาสตร์ได้ค้นพบจักรวาลใหม่ๆเพิ่มขึ้นอีกมากมาย นอกเหนือจากจักรวาลของเรา มีการคำนวณกันว่า จักรวาลเหล่านี้อาจมีมากถึง 10 ยกกำลัง 500 แห่ง คือ 1 ตามด้วยเลขศูนย์ 500 ตัว ไปลองเขียนนับกันดูเป็นเท่าไร แต่ละจักรวาลก็มีกฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์ แตกต่างกันไป จักรวาลของเราเป็นเพียงอณูเล็กๆในหมู่จักรวาลทั้งหมดเท่านั้น

        สิ่งเหล่านี้ “พระพุทธเจ้า” ทรงค้นพบเมื่อกว่าสองพันห้าร้อยปีก่อนแล้ว ทรงตรัสไว้ใน “จูฬนีสูตร” พระไตรปิฎก หน้า 215 เล่ม 20 ว่า

       “ระบบสุริยะประกอบด้วยดวงจันทร์ โลก ดวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์ทั้งหลาย โคจรไปร่วมกัน ดาราจักรมี 3 ขนาด คือ ดาราจักรอย่างเล็ก มีจำนวนนับพัน ดาราจักรอย่างกลาง มีจำนวนนับล้าน ดาราจักรอย่างใหญ่ มีจำนวนแสนโกฏิ และดาราจักรเหล่านี้ มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และแตกดับในที่สุด”

       ฟริตจอฟ คาปรา ผู้เขียนหนังสือ “เต๋าแห่งฟิสิกส์” บอกว่า ทฤษฎีควอนตัม และทฤษฎีสัมพันธภาพ ทำให้ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกของเราคล้ายคลึงกับความเข้าใจของชาวพุทธและเต๋า เมื่อเอาสองทฤษฎีนี้มาใช้อธิบายปรากฏการณ์ของอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม เราพบว่า “อนุภาคเหล่านี้มีความไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนไปตลอดเวลาและไม่มีตัวตนที่แท้ คล้ายคลึงอย่างยิ่งกับหลักแห่ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา”

       อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ผู้ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธ์อันยิ่งใหญ่ หลังจากที่ได้ศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งแล้วก็ออกมายอมรับว่า

      “การสัมผัสรับรู้ความจริงแท้ของจักรวาลทางศาสนา เป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุดของการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์”

       ถามว่า แล้วทำไม “พระพุทธเจ้า” จึงไม่ให้ความสำคัญกับการค้นพบที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้ คำตอบก็คือ ทรงเห็นว่าสิ่งที่ค้นพบนั้นเป็นความจริงทางธรรมชาติ แต่ไม่ใช่หนทางแห่งการหลุดพ้น ทางเดียวที่จะหลุดพ้นได้ก็คือ “มรรค” ที่นำไปสู่การนิพพานนั่นเอง.

“ลม เปลี่ยนทิศ”
บทความจาก
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ


กลับ Tutorsom.com