บางสิ่งที่ ไอน์สไตน์ ค้นพบ และ พระพุทธเจ้าตรัสรู้

“ธรรมะพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ บางสิ่งที่ไอน์สไตน์ค้นพบ พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้มาก่อนแล้วนานนับพันปี”

ทันตแพทย์ สม สุีจีิรา ได้นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีมาเชื่อมโยง และผสมผสานเข้ากับความรู้ทางพุทธศาสนา เพื่อที่จะพิสูจน์ความจริงให้ผู้อ่านได้เห็นว่าสิ่งที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะอันดับหนึ่งตลอดกาลของโลก ได้ค้นพบ ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีสัมพันธภาพ และความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้านอื่นๆ อย่าง สสาร พลังงาน จักรวาล ปรมาณู การยืดหดของเวลา นั้น เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ค้นพบมาก่อนแล้วเมื่อ 2,500 ปีที่ผ่านมา

การค้นพบของพระพุทธเจ้านั้น เป็นการค้นพบทางนามธรรม ซึ่งยากต่อการพิสูจน์ เมื่อไอน์สไตน์ได้คิดทฤษฎีสัมพันธภาพขึ้นมา การค้นพบส่วนหนึ่งของพระพุทธเจ้าจึงได้รับการพิสูจน์ และยืนยันด้วยการคำนวณทางคณิตศาสตร์

“น่าจะเป็นประโยชน์ที่งานเขียนชิ้นนี้จะเป็นการเชื่อมโยงให้เห็นว่า การค้นพบทางวิทยาศาสตร์และพุทธศาสนานั้น มีความสอดคล้องกัน แม้ว่าการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ของไอน์สไตน์นั้นจะเป็นเพียงส่วนน้อย เมื่อเทียบกับการค้นพบของพระพุทธเจ้าก็ตาม”

คุณหมอ เล่าว่า ตนเองเริ่มสนใจเรื่องราวของธรรมะจริงๆ จังๆ ก็เมื่อประมาณปี 2543 หรือเมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว โดยเริ่มต้นจากการทำกรรมฐาน ด้วยการชักชวนของคุณหญิงสุกฤตา เภกะนันท์ โดยได้มีโอกาสไปศึกษาธรรมะกับพระอาจารย์ภัททันตะ อาสภมหาเถระ ธัมมาจริยา พระอาจารย์ชาวพม่า เนื่องจากในตอนนั้นกำลังมีปัญหาหลายเรื่องเข้ามาในชีวิต

   ทันตแพทย์สม สุจีรา

“ตอนนั้นที่เริ่มไปฝึกกรรมฐานก็เพราะว่ามีปัญหาหลายอย่างรุมเร้าเข้ามาในชีวิต แต่ตอนนั้นไม่รู้จักเรื่องสมาธิวิปัสสนาหรอก เพราะเรียนจบทันตแพทย์ก็ไปเรียนต่อจิตวิทยาตะวันตกอีก 5 ปีจนจบปริญญาโท และคิดว่าเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ด้วยซ้ำ เหมือนตอนแรกแค่ลองไปดูว่าเป็นอย่างไร เพราะลองแก้ปัญหาด้วยตัวเองแล้วรู้สึกว่าจิตวิทยาตะวันตกแก้ปัญหาไม่ได้ทั้งหมด เพราะจิตวิทยาตะวันตก ทางจิตแพทย์ของตะวันตกก็ยอมรับว่ารักษาหายได้ไม่ถึง 5% คนที่มาหาจิตแพทย์ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีของใครก็รักษาไม่หาย เพราะเป็นการรักษาที่พฤติกรรมแบบผิวเผินเท่านั้น

แต่พอเริ่มฝึกกรรมฐานไปเรื่อยๆ ก็เริ่มรู้สึกว่า ศาสนาพุทธจะสอนให้มองไปถึงเรื่องของจิต ซึ่งเป็นต้นเหตุของพฤติกรรม และความทุกข์มากกว่า ตอนที่ไปปฏิบัติธรรมกลับมา สิ่งที่ได้คือ สติสัมปชัญญะ ฝึกไปสักพักจะรู้สึกว่าตัวเรามีสติ และพอมีสติ ปัญหาต่างๆ เราจะแก้ไขได้เอง เหมือนกับเรามองอะไรได้ชัดขึ้น เหมือนตอนที่มีปัญหาวุ่นวาย เรามองเห็นวิธีแก้ไขไม่ชัด เหมือนมันมีวิธีแก้อยู่แล้วในตัวเราแล้วละ แต่เรามองไม่เห็น พอมีสมาธิมากขึ้นก็มองเห็นอะไรชัดขึ้น เหมือนสติมา ปัญญาเกิด ทุกคนสามารถแก้ไขปัญหาได้เอง”

จากการนั่งวิปัสสนากรรมฐานนี่เอง ทำให้คุณหมอสมเริ่มคิดว่าจะทำอย่างไรให้สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และเห็นสิ่งต่างๆ ด้วยสัพพัญญุตญาณนั้นสามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ เพราะผู้ที่เรียนสายวิทยาศาสตร์มาส่วนใหญ่ รวมไปจนถึงตัวคุณหมอด้วยนั้น มักจะไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และถึงจะเชื่อก็อาจจะยังสงสัยว่า พระพุทธเจ้าตรัสได้อย่างไร ทั้งเรื่องจักรวาล พลังงาน เวลา ปรมาณู หรืออาจจะมีคนมาเขียนทีหลัง เพราะเรื่องของปรมาณูเมื่อ 2,500 ปีที่แล้ว ไม่น่าจะมีใครรู้จัก แต่ทำไมพระพุทธเจ้าถึงตรัสว่ามีอะไรอีกมากมายในจักรวาลนี้

“ไอน์สไตน์นับเป็นนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะที่ได้รับการยกย่องจากทั่วโลกให้เป็นบุคคลแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 ว่าเป็นทฤษฎีสัมพันธภาพ และความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้านอื่นๆ ซึ่งเรื่องของไอน์สไตน์นี่ผมก็เรียนมาตั้งแต่ปี 1 ที่มหาวิทยาลัยมหิดล และถือว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ในดวงใจของคนเรียนสายวิทย์เลยก็ว่าได้ แล้วพอได้ศึกษาเรื่องพุทธศาสนาแล้ว ทำวิปัสสนากรรมฐานแล้ว ผมก็เห็นในเรื่องของเวลาที่เหลื่อมล้ำ แต่ถ้าจะมาบอกว่าทำสมาธิแล้วเห็นอย่างโน้น อย่างนี้ ในตลาดมีเยอะมากแล้ว แต่ไม่เคยมีใครอธิบายเลยว่าที่เห็นอย่างนั้น อย่างนี้ได้นั้นเพราะอะไร เราก็เลยเอาทฤษฎีของวิทยาศาสตร์มาอธิบายพุทธศาสนา จึงเกิดเป็นไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น เล่มนี้ขึ้นมา

ไอน์สไตน์นี่ตอนหลังเขาก็มาศึกษาเรื่องศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้านะ แล้วเขาก็ทึ่งมาก จนเขาบอกว่า ศาสนาพุทธพิสูจน์เรื่องต่างๆ มาก่อนเขา เช่น เรื่องเวลา ปรมาณู แต่เพราะเขามีการคำนวณเข้ามาเกี่ยวด้วย คนเลยเชื่อเขามากกว่า และหลายเรื่องที่เขาพิสูจน์มา ศาสนาพุทธก็ได้พูดไว้ก่อนแล้ว และยังมีหลายทฤษฎีที่เขาพิสูจน์ไม่เสร็จ ไม่อย่างนั้นจะพิสูจน์สิ่งที่พระพุทธเจ้ารู้ได้อีกมาก เช่น ทฤษฎีรวมแรง กับเรื่องเหาะเหินเดินอากาศ เพราะทุกวันนี้เราถูกแรงโน้มถ่วงดูดให้ติดกับโลก ไอน์สไตน์พยายามหาว่ามันคืออะไร เรารู้ว่ามีแรงชนิดหนึ่งดึงเราให้ติดกับโลก แต่หาไม่ได้ แรงไฟฟ้าเรารู้แล้ว เราสามารถนำมาทำอะไรได้เยอะแล้ว คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเราก็รู้แล้ว พลังงานนิวเคลียร์เราก็รู้แล้ว แต่แรงโน้มถ่วงนี่คืออะไรไม่รู้ ซึ่งถ้าหาได้คนเราก็อาจจะลอย เหาะเหินเดินอากาศได้เหมือนที่พระพุทธเจ้าค้นพบ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติ เป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่ยังไม่มีใครค้นพบ แต่พระพุทธองค์ค้นพบไปแล้ว เพียงแต่ท่านไม่สอน เพราะไม่ใช่หนทางของการหลุดพ้นเท่านั้น”

คุณหมอนักเขียน บอกว่า หนังสือเล่มนี้อาจจะให้คนที่ศึกษาวิทยาศาสตร์ได้เข้าใจเรื่องของพระพุทธศาสนามากขึ้น เสมือนกับหนังสือเล่มนี้จะเป็นตัวช่วยในการเชื่อมวิทยาศาสตร์ และพระพุทธศาสนาเข้าไว้ด้วยกันนั่นเอง และหากว่าหนังสือเล่มนี้จะสามารถทำให้คนที่เรียนวิทยาศาสตร์มาอ่านและเข้าใจศาสนาพุทธได้สักคน คุณหมอก็ดีใจแล้ว

ถึงอย่างนั้นคุณหมอก็ยอมรับว่า หนังสือเล่มนี้อาจจะอ่านยาก และเข้าใจยากสักหน่อย ถ้าใครที่ไม่เคยเรียนวิทยาศาสตร์มา หรือไม่เคยศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างจริงๆ จังๆ อาจจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่สำหรับ 2 เล่มต่อไป ซึ่งก็คือ ทวารทั้ง 6 และเกิดเพราะกรรมนั้น จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น และสามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตได้

“2 เรื่องต่อไปคือ เรื่องเกิดเพราะกรรม ก็จะนำเอาทฤษฎีไร้ระเบียบมาอธิบายเรื่องของกรรม ส่วนเรื่องทวารทั้ง 6 นั้น จะเป็นเรื่อง ของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะเอาศาสนาพุทธ วิทยาศาสตร์ และแพทยศาสตร์มาไว้รวมกัน จะมีการวิเคราะห์สมองผู้หญิงกับสมองผู้ชายว่าต่างกันอย่างไร เพราะสมองเป็นตัวแปรภาพจากทวาร ทั้ง 6 เล่มนี้จะสนุก อ่านง่าย และสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย” คุณหมอกล่าว ทิ้งท้าย